‘โจอี้ บาซู’สงสัยโดนหลอกจับไอซ์ ยันแค่’เสพ’ไม่ได้ค้ายา

“โจอี้ บาซู” ยันเป็นแค่ “ผู้เสพ” เครียดปัญหาเรื่องส่วนตัว ย้ำถูกจับเป็นเกม ตั้งคำถามโดนหลอกจับหรือไม่ ต้องให้ลูกสาวยืมเงินญาติมาประกันตัว จากกรณีเมื่อเวลา 23.20 น. วันที่ 22 มี.ค. พ.ต.อ.สุพล ค้ำชู ผกก.สน.โชคชัย นำชุดสืบสวนเข้าจับกุม นายศุรเฎฒฌ์ กรณ์งูเหลือมโชต อายุ 49 ปี หรือ “โจอี้” อดีตนักร้องสมาชิกวงชื่อดัง “บาซู” พร้อมอุปกรณ์เสพยาเสพติดชนิดไอซ์ ถุงพาสติกใสใช้บรรจุยาเสพติด และไฟแช็ค 1 อัน

ภายในห้องพักแมนชั่นแห่งหนึ่ง ซอยนาคนิวาส 37 แขวงและเขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ จึงคุมตัวไปสอบสวน ก่อนส่งตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด พบเป็นสีม่วง มีสารเสพติดประเภท เมทแอมเฟตามีนในร่างกาย จึงถูกแจ้งข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์) โดยผิดกฎหมาย จากนั้นนำตัวส่งฝากขังศาลอาญา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “โจอี้ บาซู” หรือ “นายศุรเฎฒฌ์” อดีตนักร้องชื่อดัง จะได้รับการประกันตัวแล้วไปให้สัมภาษณ์แบบเปิดใจในรายการ “เจาะประเด็น” ทางช่อง 8 โดยมี “ต่วย-ภคพงศ์ อุดมกัลยารักษ์” เป็นผู้ดำเนินรายการ เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ที่พิเศษคือมี “ณัฏฐณิชา ทับทิมใส” ลูกสาวมาร่วมพูดในรายการด้วย

เริ่มกันที่ “โจอี้ บาซู” เปิดใจว่าเคยเข้าวงการทำงานอยู่ค่ายดังตั้งแต่อายุประมาณ 26-27 ปี ก่อนเป็นบาซูในปี 2540 จนโด่งดัง เคยไปออกรายการ คนดังนั่งเคลียร์ ตอนนั้นหมดเงินหมดทองเป็น 10 ล้านบาทในการสร้างเนื้อสร้างตัว คือการสถาบันอบรม พอมีทุนเราอยากจำทำอะไรให้มันใกล้กับความสามารถที่เรามีก็เลยลงทุนทำ สุดท้ายก็ล้มเหลว เพราะไม่มีประสบการณ์ เราเคยคิดจะฆ่าตัวตายคือผมมาจากการไม่มีอะไรเลย เราสู้จนสุดแล้วมันสุดทางจริง ๆ รู้ว่ามันไม่ควรคิด ในเวลาที่เราเป็นศิลปินควบคู่ไปกับการทำธุรกิจยังไงก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการทำธุรกิจเราต้องโฟกัสที่ตรงนั้น พอมีหลาย ๆ อย่างเหมือนจับปลาสองมือ เรื่องดคีฉ้อโกงไม่ใช่เรื่องของคนอื่นเลยเป็นเรื่องของเราเอง รถเราเองหายไป เราก้ไปตามมาเป็นปี พอได้รถมา กลายเป็นว่าถูกฟ้องว่าสมรู้ร่วมคิด สุดท้ายก็ไกล่เกลี่ยไม่มีอะไร

ก่อนจะเผยถึงวันโดนจับเรื่องคดียาเสพติดว่า จริง ๆ แล้วมันเป็นวันพฤหัสฯ ตอนบ่ายโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสน.โชคชัย มาที่ห้อง 6 นาย พอมาถึงทางหัวหน้าชุดก็บอกว่าโจอี้ ไม่ได้มาจับคุณนะ มาขอความร่วมมือให้ช่วยเหลือราชการ ก่อนหน้านั้นมีผู้หญิงคนนึงอ้างว่าเป็นสายตำรวจเหมือนกัน แต่อยู่อีก สน. หนึ่ง มาหา แล้วก็มีเพื่อนที่จะมาคุยเรื่องธุรกิจรถด้วย กลายเป็นว่าวันนั้นถูกจับทั้งหมดเลย อุปกรณ์เสพผู้หญิงคนนั้นเป็นคนเอามา คือครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ช่วยนะ คนที่จะไปปาร์ตี้กับคนดัง ศิลปิน มันเข้าถึงง่ายมันเป็นจุดหนึ่งที่เราเองก็อันตราย เขาให้โทรขึ้นไปเพื่อให้น้องที่อยู่ข้างบนที่เป็นผู้ขายลงมาข้างล่าง ก็พยายามคุยด้วยความที่ตำรวจ 3 นายอยู่ในห้องนอน ข้างนอกซุ่มอยู่ ทางเราก็ไม่ทราบว่าผู้ขายจะลงมาที่ห้องหรือจะลงไปข้างล่างก็เลยต้องเฝ้ารอก่อน บอกเจ้าหน้าที่ทุกคนว่าถ้าจะขึ้นให้ระวังเพราะน้องมีอาวุธแล้วจิตใจน้องไม่ปกตินะเพราะทะเลาะกับแฟน

“คือเรารู้จักกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เจอกันปกติเพราะเขามีลูก เราก็มีลูก พูดคุยกันปกติ การที่เขาจะขายให้ใครสักคน ไม่ใช่ว่าพอไปขอซื้อแล้วเขาจะขายเลยนะ แต่สิ่งแรกที่เวลาคนไปเจอกันกับเขาสิ่งที่เขาทำคือ เทสงานก่อน คือลองดูดก่อนไม่งั้นเขาไม่เชื่อใจไม่คุยด้วย เรียกว่าให้ความร่วมมือดีกว่า ผมมั่นใจว่าไม่จำเป็นจะต้องเป็นผมก็ได้ คนทุกคนสามารถช่วยได้ ผมมีลูกสาวอยู่ในห้องผมไม่ปล่อยให้พื้นที่ตรงนั้นมันไม่ดีหรอก อะไรที่ปกป้องได้เราก็จะทำ คดีอื่น ๆ ก็จับข้างนอกครับ ไม่ได้เข้ามาหาหรือมาปรึกษาแบบนี้”

จากนั้น “โจอี้ บาซู” กล่าวยอมรับว่า เสพก็คือเสพไม่ว่าใครจะถือมา ถ้าเสพก็คือเสพ เราโกหกคนทั้งประเทศได้แต่โกหกตัวเองไม่ได้ ยอมรับว่าเสพเพราะผลการตรวจปัสสาวะออกมาเป็นสีม่วง เราเครียดอยู่แล้วเรื่องปัญหาส่วนตัว ลูกสาวก็คอยเตือนตลอด ก่อนที่จะเกิดเรื่องวันนั้นให้ลูกสาวไปช่วยงานที่ร้านอาหารลาดพร้าว 107 เขาจะได้มีรายได้ จากในข่าวจะเห็นเลยว่าของกลางไม่มี ปกติถ้ามีการจับกุมของกลางจะต้องมีปริมาณตามที่กฎหมายกำหนด เราเป็นผู้เสพไม่ใช่ผู้ค้า ผู้ค้าที่จับได้คือมีของกลาง 30 กรัม มีอาวุธปืน กระสุนต่าง ๆ

“มันก็คือเกมจริง ๆ ผมไม่ได้เป็นคนพูดนะเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกกับผมว่า โจอี้ไม่ต้องคิดอะไรมาก มันเป็นแค่เกม เกมนี้คุณแพ้ก็แค่นั้น ผมเลยโมโหอยู่นี่ไง แสดงว่าที่ผมให้ความร่วมมือ แปลว่าผมเป็นเครื่องมือสำหรับการทำงานนี้หรอครับ นี่คือเกมหลอกจับผมหรือเปล่าผมก็คิดแบบนั้น” ด้านลูกสาว เผยว่า ขอยืมเงินอามา 1 หมื่นบาท เราไม่มีแม่ เราอยากจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ค่ะ วันที่เห็นพ่อออกมา มันทั้งดีใจและเสียใจ อธิบายไม่ถูก ดีใจที่พ่อออกมาแต่เสียใจ ผิดหวังในตัวของพ่อ บอกพ่อว่าเรามาเริ่มต้นกันใหม่ อะไรที่ทำผิดแล้วก็ให้มันผ่านไป เรายังต้องทำอะไรอีกเยอะ ขณะที่  “โจอี้ บาซู” กล่าวเสริมว่า ไม่คิดเลยนะว่าลูกสาวจะมาประกันตัว ยอมรับเลยว่าเรื่องที่เราเสียแม่น้องไป ผมต้องเริ่มทุกอย่างใหม่หมดเลย มันเป็นความผิดหวังที่ทำให้เราเสียการทรงตัว เลยทำให้เราล้มเหลวกับอะไรหลายๆ อย่าง. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews