หวั่น กระทบกว่า 4.5 แสนล้านบาท/ปี หากประมูล”เอราวัณ-บงกช”เจอโรคเลื่อน

ภาคเอกชนและนักวิชาการเรียกร้องรัฐบาลประมูล “อราวัณ-บงกช”ตามแผนหวั่นโรคเลื่อน หาก มีผู้ฟ้องร้อง ชะลอประมูล จะกระทบเศรษฐกิจทุกด้านรวมกว่า 4.5 แสนล้านบาท/ปี ค่าไฟพุ่ง 18 สตางค์ต่อหน่วย

นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยในงานเสวนา “บงกช เอราวัณ ล่าช้า ตัดโอกาส ลดศักยภาพ เศรษฐกิจไทย” ว่า การประมูลแหล่งก๊าซฯเอราวัณและบงกชถือว่าล่าช้าไปมาก ภาครัฐทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือเพราะเดิมประกาศว่าจะประมูลเสร็จตั้งแต่ปี 2559 แต่ล่าสุดจะได้ผู้ชนะและลงนามในสัญญาก.พ.2562 ซึ่งก็ไม่เชื่ออีกว่าจะเสร็จทันตามที่กำหนดไว้ เพราะจะมีผู้คัดค้านจนนำไปสู่การเลื่อนระยะเวลาอออกไปอีก ดังนั้น รัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อถืออย่าให้ล่า ช้า เพราะไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อเศรษฐกิจกว่า 4.5 แสนล้านบาทปี กระทบทั้งภาคประชาชน เพราะค่าไฟฟ้าจะสูงขึ้น กระทบอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และการลงทุนในระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)ก็จะไม่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ทั้ง 2แหล่งก๊าซฯผลิตขณะนี้ 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันคิดเป็นร้อยละ 50 ของการใช้ในประเทศขณะที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2565-66 ซึ่ง กรณีเลวร้ายถ้าก๊าซฯหายไปหมดจะเท่ากับโรงไฟฟ้าหายไป 10 โรง ต้องนำเข้าเป็นก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)เข้ามาซึ่งแพงกว่าราคาก๊าซฯในประเทศเช่นกรณีคิดที่ 10 เหรียญฯต่อล้านบีทียูจะกระทบค่าไฟให้เพิ่มขึ้น 18 สตางค์ต่อหน่วย ที่สำคัญคลังรับก๊าซแอลเอ็นจีก็ไม่เพียงพอ

“การขุดเจาะแหล่งปิโตรเลียมกว่าจะสำรวจจนถึงการผลิตจะใช้เวลา 3-5 ปีแต่ระยะเวลาสัมปทานของ 2 แหล่งจะหมดในปี 2565-66 เวลากระชั้นมาก โดยภาพรวม รายเดิมคือ เฟชรอนฯและ ปตท.สผ. มีประสบการณ์ ที่อาจชนะการประมูล แต่ก็จะถูกครหาอีกแล้วก็จะถูกต่อต้านและการฟ้องร้องอาจตามมา ส่วนตัวอยากเห็นบมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(ปตท.สผ.)ชนะเพราะเป็นรัฐวิสาหกิจรัฐถือหุ้นใหญ่”นายบวรกล่าว

นายฐิติศักดิ์ บุณปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้การผลิตนักศึกษาของภาควิชาวิศวกรรมปิโตรเลียมลดจากผลิตปีละ 20 คนขณะนี้เหลือ 10 คน ผลจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง และการลงทุนปิโตรเลียมในประเทศลดลง ขณะเดียวกันวัตถุดิบต้นน้ำอย่างหิน ปูนซีเมนต์แนวโน้มก็จะเกิดปัญหาไม่เพียงพอเช่นกันเพราะพ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่รัฐยังไม่กำหนดเขตพื้นที่เหมืองที่ชัดเจนทำให้แหล่งต่างๆ ที่ใกล้จะหมดอายุจะไม่สามารถดำเนินการผลิตต่อได้

นายภูวดล สุนทรวิภาค ตัวแทนผู้ประกอบการด้านผลิตและสำรวจปิโตรเลียมในประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้แท่นขุดเจาะใหม่ลดการลงทุนไปร้อยละ 50 ธุรกิจผลิตแท่นก็มีการปลดพนักงานไปแล้ว 2,000 คน เป็นต้นยังไม่รวมกับโรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯที่เป็นธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งรัฐต้องเข้าใจว่าธุรกิจนี้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำนั้นเป็นห่วงโซ่ที่ยาวมากสำคัญไม่น้อยไปกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ และส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนไทย ดังนั้น ก็อยากเห็นการประมูลเดินหน้าตามแผนอย่าได้ล่าช้าอีก -สำนักข่าวไทย